แนวความคิดในการออกแบบสถาปัตยกรรม
posted on 02 Dec 2008 18:45 by bangkokartandculture
แนวความคิดหลัก
แนวความคิดหลัก 4 ประการ ที่นำมาใช้ในการพัฒนาแนวความคิดในการออกแบบ คือ:
1. เพื่อสร้างอาคารที่มีความยืดหยุ่นสูงในการใช้สอยและเอื้อต่อการปรับเปลี่ยน เพื่อให้การจัดแสดงงานศิลปะ เป็นไปอย่างอิสระ ภายในพื้นที่หลากหลายซึ่งมี แสง ขนาด และลักษณะแตกต่างกัน
2. เพื่อสร้างอาคารที่มีคุณลักษณะอันเหมาะสม และอิงรูปลักษณ์สถาปัตยกรรมไทย อาคารพิพิธภัณฑ์ทางศิลปะแห่งนี้ จะต้องเป็นตัวแทนอันสำคัญของวัฒนธรรมไทย มีความน่าตื่นเต้น เชื้อเชิญ ตอบสนองต่อประโยชน์ใช้สอย และต้องสะท้อนความเคลื่อนไหวของศิลปะไทยร่วมสมัย
3. อาคารนี้ถูกออกแบบให้มี พื้นที่ (Space) ภายในสูง เพื่อให้เหมาะสมกับการแสดงงานศิลปะ นอกจากนี้มีพื้นที่ใจกลางอาคาร ยังแสดงถึง เอกลักษณ์ของอาคาร ซึ่งเป็นตัวกำหนดภาพรวมของงานตกแต่งภายในทั้งหมด
4. ภายในอาคารโดยเฉพาะห้องแสดงนิทรรศการ ควรจะใช้ประโยชน์จากแสดงธรรมชาติให้มากที่สุด แต่ทั้งนี้ แสงนั้นต้องได้รับการควบคุม ชั้นบนของอาคาร ซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องแสดงงานศิลปะได้ถูกออกแบบให้ตอบสนอง และพัฒนาแนวความคิดนี้ให้เป็นรูปธรรม
แนวความคิดที่สำคัญคือ การรวมส่วนร้านค้าเข้าเป็นส่วนบริการเสริมของพิพิธภัณฑ์ ในความเห็นของเรา การแยกส่วนร้านค้าออกจากส่วนพิพิธภัณฑ์โดยสิ้นเชิง จะไม่เป็นผลดีในแง่ของการค้า เนื่องจากขนาดของศูนย์การค้าโดยทั่วไปมักมีขนาดใหญ่กว่าขนาดที่กำหนดในโครงการมาก แต่ทั้งนี้หากมีการบริหารที่ดี และการเลือกร้านค้าอย่างเหมาะสมให้เกี่ยวโยงกับศิลปะ ก็จะเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกันระหว่างส่วนพาณิชย์และส่วนพิพิธภัณฑ์ ร้านค้าเหล่านี้อาจได้แก่ ร้านบริการทางนิเทศศิลป์ ร้านงานศิลปะ ร้านเครื่องเรือนและของประดับตกแต่ง สมัยใหม่ ร้านกาแฟซึ่งให้บริการอาหารว่าง ดนตรี ร้านหนังสือทางศิลปะ และสถาปัตยกรรม ไม่ควรให้มีผู้ใดผู้หนึ่งผูกขาดการค้าแต่เพียงผู้เดียวในโครงการ พิพิธภัณฑ์เองควรมีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้ดำเนินกิจการค้าภายในเช่นกัน
รูปทรงของอาคาร
ถึงแม้ว่าตัวอาคารจะประกอบด้วย พื้นที่ใช้สอยที่แยกจากกัน รวมทั้งพื้นที่ร้านค้า แต่ก็ถูกออกแบบให้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทางสถาปัตยกรรม พื้นที่ภายใน พัฒนาจากจุดศูนย์กลาง คือ พื้นที่เปิดโล่งทรงกระบอกซึ่งนำเสนอจุดเด่นแก่สายตาเมื่อเข้าสู่อาคาร และพื้นที่เปิดโล่งส่วนกลางนี้ยังนำสายตาสู่ชั้นบนของอาคารซึ่งเป็นส่วนของพิพิธภัณฑ์ รูปทรงซึ่งมีจุดศูนย์กลางเช่นนี้ ทำให้เห็นกิจกรรมในพื้นที่ใช้สอยอันหลากหลายภายในโครงการ เนื่องจากอาคารนี้เป็นอาคารเพื่อสาธารณะชน ความตื่นเต้นเร้าใจจากการแสดงให้เห็นกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้น เป็นตัวปลุกให้เกิดการตอบสนองจากชุมชน พื้นที่ส่วนกลางนี้ยังทำให้เกิดความชัดเจนของการเข้าถึงและความยืดหยุ่นของอาคาร อาคารนี้ออกแบบให้เป็นพื้นที่ต่อเนื่องในอนาคตหากมีความต้องการที่จะปรับเปลี่ยนส่วนร้านค้าบางส่วนให้เป็นพื้นที่ใช้งานทางพิพิธภัณฑ์ก็สามารถทำได้ไม่ยาก
ภาพลักษณ์ทางสถาปัตยกรรม
อาคารแห่งนี้ควรจะทันสมัยในทุกด้าน แต่ขณะเดียวกันก็ควรจะอิงรูปทรงที่แสดงประวัติหรือเอกลักษณ์ไทย
การออกแบบทางสถาปัตยกรรมครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นลักษณะรูปร่างและรูปทรงความเป็นไทยหลายประการ ได้แก่ การนำการสอบข้าวของผนังซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมไทย มาประกอบการออกแบบรูปทรงของอาคารภายนอก
ช่วงหน้าต่างแคบๆ ซึ่งเป็นรูปทรงแบบไทยๆ ได้ถูกนำมาดัดแปลงให้เกิดเป็นองค์ประกอบสมัยใหม่ในลวดลายและรูปทรง
ความโค้งของหลังคาทรงไทย และรูปทรงอื่นๆ ของไทย เช่น ท่วงทีท่ารำ และเครื่องใช้ดั้งเดิมของไทย ได้ถูกแปรเปลี่ยนโดยการใช้ส่วนโค้งเหล่านั้นมาเป็นส่วนประกอบของหลังคาและแผงกันแดด
การเข้าถึงอาคาร
อาคารได้ถูกออกแบบให้สะดวกสำหรับผู้ชมที่เดินทางมา โดยทางเท้า โดยรถโดยสารสาธารณะ และโดยรถยนต์ส่วนบุคคล
ทางเข้าด้านถนนพระราม 1 เน้นการเข้าถึงอาคารโดยการสัญจรทางเท้าเป็นหลัก ซึ่งเห็นได้ชัดจากหลังคาและรูปทรงของอาคาร ส่วนทางด้านเหนือของอาคาร จะมีทางเข้าสำหรับผู้ที่มาโดยรถยนต์ ซึ่งมีบทบาทรองจากทางเข้าสำหรับผู้สัญจรทางเท้า แต่ทางเข้าทั้งสองส่วนนี้ได้ออกแบบให้เชื่อมต่อกัน และต่างก็เข้าสู่พื้นที่ศูนย์กลางเดียวกัน
ทางเข้าสำหรับส่วนบริการขนส่งของพิพิธภัณฑ์ เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ และจุดขนถ่ายสำหรับร้านค้าแยกออกจากกัน พื้นที่ขนส่งศิลปวัตถุสำหรับพิพิธภัณฑ์ ได้ออกแบบให้ใหญ่พอที่จะรองรับการขนถ่ายงานศิลปวัตถุทุกขนาด และจัดส่งสู่ส่วนต่างๆ ของพิพิธภัณฑ์ นอกจากนั้น อาคารพิพิธภัณฑ์ยังสามารถเชื่อมต่อกับทางสัญจรของผู้ใช้รถไฟฟ้ามหานครในชั้นบนได้ หากมีความต้องการในอนาคต
การควบคุมสภาพแวดล้อม
อาคารพิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งนี้ได้ถูกออกแบบให้ประหยัดพลังงาน การวางตำแหน่งหน้าต่างหรือช่องเปิด ถูกออกแบบไว้เฉพาะตำแหน่งที่ต้องการให้มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างภายนอกและภายใน หรือเมื่อแสงธรรมชาติเหมาะสมที่จะนำมาใช้ในห้องแสดงศิลปะ
ภายในตัวอาคารควรได้รับการควบคุมสภาพอากาศ งานศิลปะอันทรงคุณค่าจะถูกนำมาแสดงเป็นการถาวร หรือเป็นนิทรรศการพิเศษ ฉะนั้นประโยชน์ใช้สอยหลักของอาคารจึงได้แก่การปกป้องงานศิลปะเหล่านี้ จากความเสียหายอันไม่พึงประสงค์จากมลภาวะ ฝุ่นละอองและรังสียูวีที่อันตราย ดังนั้นอาคารที่มีการระบายอากาศโดยวิธีธรรมชาติ จึงไม่เป็นการเหมาะสมและไม่เป็นที่ต้องการโดยเฉพาะสำหรับอาคารที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง พิพิธภัณฑ์ควรเปิดโอกาสให้มีการทำกิจกรรมร่วมกัน และมีการแลกเปลี่ยนงานศิลปะ จากประเทศต่างๆทั่วโลก ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องให้มีสภาพแวดล้อมที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล งานศิลปะ ทั้งจากต่างประเทศ และงานศิลปะที่เป็นมรดกของชาติ ต้องได้รับการดูแลรักษา และปกป้องจากการทำลายของสภาพแวดล้อม
วัสดุและการก่อสร้าง
อาคารพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีแนวความคิดที่จะใช้วัสดุในประเทศมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ วัสดุเหล่านี้ควรจะง่ายในการดูแลรักษา และออกแบบให้ดูดีตลอดเวลา แม้ว่าจะผ่านการใช้งานและกาลเวลานานเพียงใดก็ตาม พื้นของชั้นที่เป็นส่วนสาธารณะส่วนใหญ่จะปูด้วยกระเบื้อง ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งภายในและภายนอก ส่วนนี้จะทำให้หมดปัญหาในการปรับสายตาระหว่างถนนกับชั้นหลักของพิพิธภัณฑ์ อาคารได้ถูกออกแบบตามมาตรฐานสากล ฉะนั้นจะไม่มีการผ่อนปรนในเรื่องความปลอดภัยของประชาชน เจ้าหน้าที่ และงานศิลปะ
กระจกและวัสดุที่ใช้เคลือบ ต้องเป็นชนิดที่ได้รับผลกระทบจากรังสียูวีน้อยที่สุด และมีมาตรฐานในด้านความปลอดภัยในกรณีที่เกิดเพลิงไหม้
ระบบไฟฟ้าและแสงสว่างจะต้องได้มาตรฐานสากล และอาจจำเป็นต้องมีที่ปรึกษาเป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษ หรือ บริษัทผู้จำหน่าย ให้คำแนะนำด้านแนวคิดเรื่องแสงสว่างที่ทันสมัยที่สุดในขณะนี้
ป้ายชื่อพิพิธภัณฑ์และแถบป้ายแสดงงานนิทรรศการ
ผู้ออกแบบได้เสนอการใช้พื้นที่รูปสามเหลี่ยมผืนเล็กด้านหน้าพิพิธภัณฑ์เป็นที่แสดงชื่อพิพิธภัณฑ์และนิทรรศการ เสาครึ่งวงกลมแท่งสูงตั้งอยู่ตามตำแหน่งที่เหมาะสมเพื่อเป็นที่หมายสำหรับผู้สัญจรตามถนนสายหลักทุกสายในบริเวณนี้ ป้ายแสดงงานนิทรรศการต่างๆ สามารถนำมาติดตั้งที่นี่ได้เช่นกัน อาจเป็นป้ายที่ติดถาวรหรือชั่วคราว เสาแท่งสูงเหล่านี้สะท้อนรูปทรงของช่องแสงบริเวณห้องโถงกลาง ไฟส่องอาคารจะถูกติดตั้งไว้ที่เสาแท่งสูงเหล่านี้ด้วย เพื่อให้ความสว่างแก่ตัวอาคารในเวลากลางคืน
แนวความคิดในการออกแบบสถาปัตยกรรมภายในพิพิธภัณฑ์และลำดับความสัมพันธ์ของพื้นที่
ชั้น ทางเข้าสู่พิพิธภัณฑ์ เข้าถึงโดยลิฟท์ ส่วนโถงของพิพิธภัณฑ์จะสามารถมองเห็นทัศนียภาพภายนอกได้ ลักษณะดังกล่าว จะทำให้ผู้เข้าชมสามารถรู้ตำแหน่งที่อยู่และเห็นความสัมพันธ์ของสองสภาพแวด ล้อมที่แตกต่างกัน ส่วนภายนอกก็จะสามารถเห็นกิจกรรมในบริเวณห้องโถงได้ ซึ่งในชั้นนี้จะประกอบด้วยห้องชมภาพยนตร์ และร้านขายหนังสือของพิพิธภัณฑ์ และยังมีจุดรับฝากของ ห้องประชุม และส่วนพักคอย ชั้นนี้จึงเป็นส่วนรองรับกิจกรรมและแนะนำพิพิธภัณฑ์ บริเวณชั้นลอยจะมีร้านอาหาร(Café) ของพิพิธภัณฑ์ที่มองลงมาเห็นโถงและกิจกรรมในพื้นที่บริการเบื้องต้นของพิพิธภัณฑ์
ชั้น หก สามารถเข้าถึงโดยบันไดเลื่อน ประกอบด้วย โถงแนะนำและให้ความรู้แก่ผู้เข้าชม พื้นที่ทำงานของศิลปิน และโถงแสดงนิทรรศการเพิ่มเติมซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนได้ โถงส่วนนี้เป็นพื้นที่สะดวกต่อการทำงานของบรรดาศิลปินที่อยู่ประจำ แสงธรรมชาติจากช่องแสงด้านบนจะโลมไล้ตามผนังของส่วนห้องนิทรรศการ ส่วนแสงภายในห้องแสดงนิทรรศการประเภทสื่อต่างๆ จะขึ้นอยู่กับแสงจากงานแสดงเอง การให้แสดงเฉพาะจุดเหมาะสมกับการแสดงนิทรรศการประเภทนี้ พื้นที่บริเวณนี้สามารถปิดกั้นได้ชั่วคราวสำหรับการแสดงโดยโสตทัศนูปกรณ์
ทาง ลาดจากชั้นหก เชื่อมโยงกับพื้นที่ทั้งหมดของห้องแสดงงานศิลปะ ทำให้เกิดมุมมองที่น่าตื่นตาและแนวทางที่เหมาะสมในการพัฒนาความคิดให้เป็น อันหนึ่งอันเดียวกันสำหรับพื้นที่แสดงงานศิลปะ ทั้ง 3 ชั้น นอกจากนั้นยังสะดวกในการใช้และง่ายต่อการเข้าถึง ทั้งขึ้น-ลง
พื้นที่ ชั้นเจ็ด ประกอบด้วยส่วนแสดงงานศิลปะถาวรและส่วนแสดงงานประติมากรรม พื้นที่ทั้งสามนี้แม้จะเชื่อมโยงกันแต่ก็ลักษณะพิเศษเฉพาะตัว ส่วนที่แสดงงานประติมากรรม ซึ่งมีความสูง 10.20 เมตร จะถูกปิดล้อมด้วยช่องแสงสูงและหลังคากระจกซึ่งมีบานเกล็ดปรับแสงได้ เป็นห้องแสดงงานศิลปะที่มีความสว่างที่สุดในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ในห้องแสดงงานศิลปะอีก 2 ห้องมีการควบคุมแสงธรรมชาติมากกว่า และห้องแสดงงานศิลปะ 1 มีแนวพิกัดที่เป็นระเบียบและเพื่อการจัดแสดงแบบหน่วยโมดูล่า
พื้น ชั้นแปด ประกอบด้วยพื้นที่แสดงงานศิลปะหมุนเวียน ส่วนที่หนึ่งมีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าและมีหลังคาบานเกล็ดปรับได้ ซึ่งเป็นระบบการปรับลดแสงตามธรรมชาติ พื้นที่แสดงงานศิลปะอีกส่วนหนึ่งซึ่งเล็กกว่าจะมีช่องแสง (Skylight) ที่ บริเวณจุดตัดของหลังคาและผนัง เพื่อไล้ผนังให้สว่าง การจัดนิทรรศการในชั้นนี้เช่นเดียวกับชั้น 7 ซึ่งสามารถจัดนิทรรศการเป็นห้องแยกกันต่างหาก หรืออาจจัดเป็นพื้นที่ต่อเนื่องกันเป็นส่วนนิทรรศการขนาดใหญ่ได้
พื้นที่ศูนย์กลาง
โถงกลาง ถูกออกแบบให้เป็นองค์ประกอบสำคัญในการเสนอภาพลักษณ์ของอาคาร และเป็นเสมือนตัวเชื่อมโยงภาพรวมของกิจกรรมทั้งหลาย และยังหวังให้พื้นที่สาธารณะที่สำคัญของกรุงเทพมหานครและมีบทบาทในตัว กระตุ้นระหว่างงานศิลปะ และประชาชนที่สนใจ ส่วนนี้ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่สาธารณะอย่างแท้จริง ซึ่งมีกิจกรรมหลายหลาก ปฏิสัมพันธ์ของประชาชน และการนำสู่งานศิลปะภายในห้องจัดแสดง พื้นที่โถงกลางเป็นรูปกลมในผังพื้นและถูกครอบด้วยช่องแสง(Skylight) เส้นทางสัญจรในส่วนพิพิธภัณฑ์โดยพื้นลาด (RAMP)ได้ยึดเอารูปโค้งเวียนรอบพื้นที่ศูนย์กลางนี้ ทำให้สามารถเห็นกิจกรรมต่างๆในอาคารนี้
แนวความคิดในการออกแบบแสงสว่างภายใน
เนื่อง จากช่วงเวลาทำการส่วนใหญ่ของพิพิธภัณฑ์ เป็นช่วงเวลากลางวัน แสงธรรมชาติจึงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดขอบเขตของพื้นที่แสดงงานศิลปะ และยังเอื้อประโยชน์สูงสุดในการชมงานศิลปะ แต่อย่างไรก็ตาม แสงธรรมชาติจะแปรเปลี่ยนไปตามสภาพอากาศและช่วงเวลาของปี แสงธรรมชาติสามารถนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในส่วนแสดงงานประติมากรรม ซึ่งปริมาณแสงโดยตรงจากดวงอาทิตย์ที่เหมาะสม จะช่วยเน้นความงามของประติมากรรม ในห้องแสดงงานจิตรกรม มีความต้องการแสงธรรมชาติที่มีความสม่ำเสมอเสริมด้วยแสงไฟฟ้า
แนวความคิดในการออกแบบห้องจัดนิทรรศการ
ความยืดหยุ่น ความหลากหลาย และความน่าสนใจของห้องแสดงงานศิลปะ
ความก้าวหน้าทางสถาปัตยกรรมในปัจจุบัน ทำให้เกิดทางเลือกเพิ่มขึ้นนอกเหนือจาก “การแสดงงานภายในกล่องสี่เหลี่ยม”
สถาปัตยกรรม ที่ดีควรมีบทบาทในการเกื้อหนุนงานแสดงทางศิลปะและในขณะเดียวกันก็ทำให้เกิด ความยืดหยุ่นในการจัดแสดงและการวางผัง ห้องแสดงงานศิลปะก็ยังควรเป็นส่วนที่สามารถปรับเปลี่ยนให้เกิดความหลากหลาย ด้านพื้นที่(Space) ลักษณะ(Characteristic) ในการแสดงผลงานด้านศิลปะ
![[หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร]](http://i270.photobucket.com/albums/jj92/0347159/150X150.jpg)